คลังความรู้
ทำเนียบพระเกจิคณาจารย์
พระพุทธรูปที่สำคัญ
ปางพระพุทธรูป
 ตำนานเทพเจ้า เทวดา ฤาษี
 เครื่องรางของขลัง
 ห้องภาพเก่าในอดีต
 จัดตั้งหิ้งพระอย่างถูกต้อง
 ต้นกำเนิดพระเครื่อง
 จำเป็นไหมที่ต้องใส่พระ
 เนื้อมวลสารพระเครื่อง
 รูปทรงของพระเครื่อง
 การเลือกพระเครื่องมาบูชา
 เทคนิคการดูพระเบื้องต้น
 พระเครื่องประจำวันเกิด
ห้อยพระกี่องค์ดี
คล้องพระร่วมกับอย่างอื่น
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสวมพระ
 ใส่พระแต่เผลอลอดราวผ้า
ใส่พระอาบน้ำจะบาปไหม
ท่องคาถาผิดพระเสื่อมไหม
 ไม่ใช่พระแต่ปลุกเสกพระ
 พระดีจะต้องแพงหรือเปล่า
 พุทธพาณิชย์คืออะไร
ทำไมต้องปลอมพระ
 พระที่แตกหักทำอย่างไร
 พระเครื่อง ที่ใช้ทำน้ำมนต์
 พระที่ใส่แล้วมีโชค ร่ำรวย
 พระกรุคืออะไร
 พระปิดตาคืออะไร
 พระกริ่งคืออะไร
 พระเครื่องชุดเบญจภาคี
 พระชุด ๒๕ พุทธศตวรรษ
 ชินราชอินโดจีน
 พระเครื่องหลวงปู่ทวด
 ว่าด้วยเรื่องยันต์
การสักยันต์
 เรื่องราวของกุมารทอง
 ไสยศาสตร์ และมนต์ดำ
ทำความสะอาดพระเครื่อง
 เลี่ยมกรอบพระแบบไหนดี
 การเลือกกล้องส่องพระ
 เรื่องเล่าวงการพระ
 คำศัพท์ในวงการพระเครื่อง
 สนามพระทั่วไทย
 กฎหมายกับพระเครื่อง
 ของมงคลของชาวจีน
 หิน อัญมณี แร่มหัศจรรย์
ว่านไม้มงคล ๑๐๘
 ศาสตร์ของฮวงจุ้ย
 โหงวเฮ้ง(นรลักษณ์ศาสตร์)
 เลขศาสตร์ อิทธิพลต่อชีวิต
ลางสังหรณ์ และความเชื่อ
ความฝัน บอกอะไรกับเรา
พลังแห่งจิตใต้สำนึก
 มองเมืองไทยในอดีต
 ของเก่าของสะสมทั่วโลก

ศาสตร์ของฮวงจุ้ย

(5) ที่ชื่นชอบ
   
(1305) เปิดดู

ศาสตร์ของฮวงจุ้ย

“ฮวงจุ้ย” เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาจีน ไม่ใช่คำไทยแท้ๆ แต่คนไทยเราเองก็เรียกคำว่า ฮวงจุ้ย โดยมีความหมายใกล้เคียง กับเจ้าของภาษา ซึ่งจะเป็นความหมายในเชิงความเชื่อเรื่อง การจัดและแก้ไขที่อยู่อาศัยให้ถูกโฉลกกับเจ้าของ ให้มีความร่ำรวย เจริญรุ่งเรือง หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้หมดไป และส่วนมากแล้ว ผู้รู้เรื่องฮวงจุ้ยจะถูกเรียกว่าเป็น “ซินแส” ซึ่งหลายคนอาจจะนึกถึงว่า เป็นพวกหมอดูหรือหมอผี ไม่ใช่คนปกติธรรมดา หรืออาจจะถูกมองไปถึงขั้นผู้วิเศษ เรียกลมเรียกฝนได้เลยทีเดียว

ความจริงแล้วตามรากศัพท์ของคำว่าฮวงจุ้ยนี้ ก็น่าจะทำให้เราคิดไปได้เช่นนั้น เนื่องจากคำว่า “ฮวง” (Feng) ในภาษาจีนนั้น หมายถึง ลม และคำว่า “จุ้ย” (Shui) นั้นก็หมายถึง น้ำ รวมๆความแล้วฮวงจุ้ยแปลตรงตัวก็จะแปลได้ว่า ลมและน้ำ อันหมายถึงสิ่งที่มีความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปรไปได้ มีพลังงานที่จะก่อให้เกิดอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆในโลกนี้

ลมและน้ำ มีสภาพที่เหมือนและแตกต่างกัน คือ ลมมีสภาพที่จับต้องไม่ได้ แต่เคลื่อนไหวได้ ในขณะที่น้ำก็เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้เช่นกัน แต่สามารถจับต้องได้ ด้วยเหตุนี้เองคำว่าฮวงจุ้ย จึงมีความหมายไปถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือสงบนิ่งที่ทำให้เกิดพลังงานที่มีผล มีอิทธิพลต่อมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ ซึ่งอาจจะแปลให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิดว่าลมและน้ำนั้นหมายความถึง “พลังงานของธรรมชาติและสภาพแวดล้อม” นั่นเอง

ในความหมายจริงๆของวิชาฮวงจุ้ยนั้นก็จะหมายถึง ศาสตร์แห่งการใช้ชีวิตให้มีความสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะเป็นคำแปลที่ใกล้เคียงที่สุดของการศึกษาเรื่องฮวงจุ้ย และจากความหมายอีกนัยนึงกล่าวคือ ฮวงจุ้ย หมายถึงระบบความเชื่อของจีนเกี่ยวกับจิตวิญญาณของสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีทั้งด้านดีและร้ายที่มีอิทธิพลต่อบ้าน ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อผู้อยู่อาศัย อิทธิพลทั้งในด้านที่จะส่งเสริมให้ดีขึ้น คือมีโชคลาภ บารมี ความเจริญก้าวหน้า ความสุขสงบในชีวิต และในทางกลับกันฮวงจุ้ยที่ไม่ดีก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้อยู่อาศัยได้เช่นกัน เช่น อาจจะทำให้เกิดโชคร้าย อุบัติหตุ โรคภัย และความสูญเสียในรูปแบบต่างๆ

โดยความหมายของสิ่งแวดล้อมจะหมายความรวมทั้งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ในประเทศจีนสมัยโบราณ ศาสตร์ฮวงจุ้ยนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่ใช้สำหรับกษัตริย์ ราชวงศ์ หรือชนชั้นสูงเท่านั้น พระราชวังของกษัตริย์จะเลือกพื้นที่ตั้ง และออกแบบก่อสร้างตามหลักของศาสตร์นี้ นอกจากนี้ยังใช้ในการเลือกชัยภูมิที่ตั้งของเมือง การวางผังเมือง หรือแม้กระทั่งในการรบก็จะต้องวางพื้นที่ให้ถูกต้องตามหลักพิชัยสงครามสำหรับการสงคราม อีกทั้งเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และสามารถเอาชนะข้าศึกในการรบได้

หลักความเชื่อเกี่ยวกับฮวงจุ้ยและดวงชะตา

ชาวจีนมีความเชื่อเรื่องดวงชะตาว่า ชีวิตของมนุษย์นั้นจะดีหรือร้ายเพียงใดขึ้นกับดวงชะตา ซึ่งสามารถแบ่งดวงชะตาออกได้เป็น 3 ส่วน คือชะตาแห่งฟ้าลิขิต ชะตาแห่งคนลิขิต และชะตาแห่งฮวงจุ้ย

1. ชะตาฟ้า (เทียน)

หมายถึงบุญวาสนาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทรัพย์สมบัติ ฐานะของพ่อแม่ การได้รับการเลี้ยงดูสั่งสอน รวมไปถึงโชคหรือเคราะห์ต่างๆที่แต่ละคนจะมีไม่เท่ากัน ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เป็นกรรมที่ได้รับผลมาจากชาติปางก่อน


2. ชะตาคน (นั้ง)

หรือชะตากรรม หมายถึงการกระทำ กรรมที่เราสร้างขึ้นในชาตินี้ ทำกรรมดี ขยันทำงาน อดทนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมได้รับผลกรรมที่ดี หากทำชั่ว ลักขโมย ขายยาเสพติด ฉ้อโกงทรัพย์ก็อาจจะได้รับผลดีในระยะสั้น คือมีเงินทองจากการทำชั่วฉกชิงเขา แต่ในระยะยาวก็ย่อมจะต้องได้รับผลกรรมจากความชั่วที่ได้ทำเอาไว้ ชะตาในประเภทนี้จึงเป็นชะตาที่กำหนดได้โดยตัวคนนั้นๆเอง เลือกได้ว่าจะทำสิ่งใด หรือจะไม่ทำสิ่งใด

3. ชะตาดิน (ตี่)

หมายถึงสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเรา หรือฮวงจุ้ยนั่นเอง เป็นสิ่งที่จะสามารถส่งเสริมให้ชีวิตเราดีขึ้น ทำให้ความขยันทำมาหากินได้รับผลเร็วมากขึ้น หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมก็อาจจะเป็นตัวถ่วงหรือทำลาย ทำให้ความเพียรพยายามทำกรรมดีไม่เกิดผลอย่างที่ควรจะเป็น ยกตัวอย่าง เช่น เปิดร้านขายข้าวราดแกง แต่ทำเลที่ตั้งไม่ดี ลูกค้าจอดรถลำบาก หรืออยู่ในที่ๆคนไม่ค่อยมาก ถึงเราขยันแค่ไหนก็สู้ร้านอื่นๆที่เขามีทำเลดีกว่าไม่ได้ ยิ่งขยันทำของขายจำนวนมากก็อาจจะยิ่งขาดทุนมากขึ้นเพราะไม่มีคนซื้อ เป็นต้น

ชะตาทั้งสามนี้ คนจีนเชื่อว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ในสัดส่วนเท่าๆกันคืออย่างละ 1 ใน 3 ส่วน นั่นหมายความว่า โชคชะตาที่เราไม่สามารถกำหนดเองได้นั้นมีเพียงฟ้าลิขิตเท่านั้นเอง กล่าวคือ เกิดมาจน รวย มีฐานะชาติตระกูลที่แตกต่างกัน ไม่สามารถเลือกที่เกิดได้ แต่สามารถเลือกที่จะเลือกกำหนดการกระทำของตนเองได้ อันนี้คือชะตาแห่งคนลิขิต คนที่มีความขยันหมั่นเพียร แม้จะเกิดมาฐานะไม่ดีแต่สู้อดออมก็สามารถประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรืองได้ ในทางกลับกัน คนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่มีนิสัยเกียจคร้าน ไม่มีคุณธรรม ก็เป็นที่ครหานินทา และชีวิตก็ตกต่ำลงได้เช่นเดียวกัน

ส่วนชะตาแห่งดิน หรือฮวงจุ้ยนั้น หมายถึงหากเรามีฮวงจุ้ยที่ดี คือจัดสภาพที่อยู่อาศัย ที่ทำงานไว้อย่างดีและเหมาะสม ก็จะช่วยให้ชีวิตมีพลังขับดันไปในทางที่ดี แม้จะเป็นช่วงที่ตกอับ ดวงตก ก็ยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก ซึ่งในทางตรงข้ามหากฮวงจุ้ยของบ้าน ที่ทำงานเราไม่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาอุปสรรค ความเจ็บไข้ หรือเคราะห์ร้าย ขยันทำกิจการก็ยังขาดทุน ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะที่ตั้งร้านค้าเราไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้คนเข้าร้าน ยิ่งถ้าช่วงไหนดวงตกเข้าไปอีกแทบจะได้ขายร้านทิ้งกันเลยทีเดียว

ฮวงจุ้ยที่ดีนั้นจะสามารถส่งเสริมให้ชีวิตเป็นไปในทางที่ดี เนื่องจากเป็นสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่เราอยู่ หรือที่ทำงาน ตามหลักจิตวิทยาหากสภาพแวดล้อมดีก็ทำให้ทำงานได้สะดวกสบาย จิตใจสดชื่นมีกำลังใจสามารถที่จะต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคได้ง่ายกว่าคนที่จิตใจฝ่อเหี่ยว ไม่มีกำลังใจนั่นเอง

 

ในตำราฮวงจุ้ยส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึง 4 คำคือ

หน้าบ้านหงส์แดง ต้องโล่ง
หลังบ้าน คือเต่าดำ ต้องมีที่พักอิงหรือภูเขาโอบอุ้ม
ด้านซ้ายมือ คือมังกร ต้องเคลื่อนไหว
ด้านขวามือ คือเสือขาว ต้องหยุดนิ่ง


แต่หากพิจารณาจากความเป็นจริงจะพบว่าหลักของฮวงจุ้ยแบบนี้มีอะไรซ่อนอยู่ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า หลักการ 4 สัตว์สวรรค์นี้ นำมาจากการเลียนแบบหลักฮวงจุ้ย ในพระราชวังต้องห้าม คือ

  • ด้านหลังขององค์ฮ่องเต้ จะเป็นฉากรูปขุนเขาหรือเมฆ พระเก้าอี้ของฮ่องเต้จะต้องมีพนักพิง เพื่อให้เกิดความมั่นคง
  • ด้านหน้าของ ฮ่องเต้ คือจุดที่ข้าราชบริพาร แขกเมือง หรือขุนนาง ยืนเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์
  • ขุนนางฝ่ายบุ๋น หรือฝ่ายปกครองจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในตำแหน่ง ขวามือ แต่เป็นด้านซ้ายของฮ่องเต้
  • ขุนนางฝ่ายบู๊ คือฝ่ายขุนนางทหารนั้น จะเฝ้าด้านซ้ายมือ หรือด้านขวาของฮ่องเต้

ประกอบกับฮวงจุ้ยในพื้นที่พระราชวังต้องห้ามนั้น ตรงด้านหน้าเป็นลานโล่งสำหรับการรวมพลของเหล่าทหาร หรือเมื่อฮ่องเต้เสด็จออกเพื่อกระทำพิธี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บูชาบุรพกษัตริย์ และบรรพบุรุษ

หากหันกลับมามองความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยในตำแหน่งหน้าบ้านจะพบว่ามีคติความเชื่อบางอย่างซ่อนอยู่คือ แต่โบราณนั้นชาวจีนอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อถึงเทศกาลสำคัญต่างๆ ก็มักจะอยู่กันอย่างพร้อม หน้าพร้อมตา เช่น เทศกาลตรุษจีน สารทจีน และจะมีประเพณีอย่างหนึ่งคือ ประเพณีไหว้เทพเจ้า ไหว้ฟ้าดิน เพื่อขอความเป็นสิริมงคล

ในขณะที่ลานหน้าบ้านจะเป็นลานกิจกรรมของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหตุนี้ชาวจีนแต่บรรพกาล จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับหน้าบ้านเป็นอย่างมาก เริ่มจากความ สะอาด เชื่อ กันว่าบ้านใดก็ตามที่หน้าบ้านเป็นที่ทิ้งขยะ หรือมีสิ่งของรกรุงรังระเกะระกะ บ้านหลังนั้นจะอับโชค หาซึ่งความเจริญมิได้

หลักแห่งความสมดุล

ชีวิตมนุษย์ในทรรศนะของชาวจีนที่นับถือเต๋า (วิถีแห่งธรรมชาติ) นั้น จะมีความสุขสมบูรณ์ได้แค่ไหน จะขึ้นอยู่กับความสมดุลของพลังชีวิต (ชี่) ของคนๆนั้นกับพลังปราณของสภาพแวดล้อม ซึ่งพลังปราณจะเกิดได้จากทั้งมนุษย์ด้วยกันเอง เกิดจากสถาปัตยกรรม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และจากธรรมชาติ ชาวจีนเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ย่อมมีพลังชีวิตหรือพลังปราณอยู่ในตัว สามารถเป็นได้ทั้งพลังที่สงบ และเคลื่อนไหว มีอิทธิพลต่อสิ่งอื่นๆ เช่น ชี่ของภูเขาซึ่งสงบนิ่ง โอบอุ้ม ปกป้องภัย, ชี่ของรางรถไฟ ซึ่งนำกระแสเคลื่อนไหวรุนแรง และเป็นเส้นยาว เป็นต้น เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อกันและกัน และมีสมดุลต่อกันอยู่คล้ายระบบนิเวศในวิทยาศาสตร์ แต่มีความหมายกว้างกว่า เพราะนอกจากจะหมายถึงกายภาพ และชีวภาพแล้ว ยังหมายรวมไปถึง จิตวิญญาณที่จับต้อง และ ชั่ง ตวง วัดไม่ได้อีกด้วย พลังชี่นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง เรียกว่า พลังหยาง และพลังหยิน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ตรงกันข้ามกัน และสอดคล้องสมดุลกันอยู่ในที

1. พลังหยาง หรือ เอี๊ยง

หมายถึง สิ่งที่มีสภาพเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง มีความเร็ว ความคล่องตัวสูง สีขาว ความสว่าง และ พลังงาน เปรียบได้กับประจุไฟฟ้าขั้วบวก

2. พลังหยิน หรือ อิม, อิน

หมายถึง สิ่งที่มีสภาวะสงบนิ่ง ความมืด ทึบชื้น เย็น สีดำ เปรียบได้กับประจุไฟฟ้าขั้วลบ ทั้งสองสิ่งนั้นเป็นของที่อยู่คู่กัน และตรงกันข้ามเหมือนแสงและเงา คือจะเกิดเงาไม่ได้หากไม่มีแสง และเมื่อมีแสงก็ย่อมจะต้องเกิดเงามืด เป็นสภาวะคู่ที่มาพร้อมๆกัน อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล หากเราจะสังเกตจากสัญลักษณ์ของหยิน-หยาง ซึ่งเป็นวงกลมดำขาวแล้ว เราก็จะพบว่าเป็นปรัชญาการร่วมกันของสิ่งตรงข้ามกัน คือในส่วนที่เป็นสีดำคือหยิน ก็มีสีขาวคือหยางปรากฏอยู่ และในส่วนที่เป็นหยางก็มีหยินอยู่ข้างในเช่นเดียวกัน สัญลักษณ์ที่ หยิน-หยาง กอดรวมกันเป็นวงกลม ก็หมายถึง สิ่งที่จำเป็นต้องมีคู่กัน ประกอบรวมกันจึงจะเกิดความสมดุล

หมวด

พลังหยาง พลังหยิน
อาหาร รสจัด รสเผ็ด รสเค็ม รสหวาน
น้ำพริกปลาทู
น้ำร้อน / น้ำแกง
ขนมจีนปักษ์ใต้
อาหารประเภทเนื้อสัตว์
รสจืด รสเปรี้ยว รสขม
ผักลวก
น้ำแข็ง
ผักสด
อาหารประเภทผัก / อาหารเจ
ผลไม้ ทุเรียน มะนาว
ลักษณะ เคลื่อนไหว สงบนิ่ง
อากาศ ร้อน หนาว
สี ขาว
วรรณะเย็น
ดำ
วรรณะร้อน
แสง ความสว่าง
แสง
ความมืด
เงา
คน ชาย
ความแข็งแรง
ความก้าวร้าว
ระเบียบ / กฎเกณฑ์
ผู้อยู่อาศัย
คนเป็น
หญิง
ความนุ่มนวล
ความอ่อนโยน
ผ่อนปรน / ยืดหยุ่น
สถาปัตยกรรม
คนตาย
สถานที่ โล่งกว้าง
สนามกีฬา
ที่ชุมนุมคน / ห้างสรรพสินค้า
ที่ดิน ที่โล่ง
ภายนอก
แคบทึบ
ห้องส้วม
สุสาน
อาคาร
ภายใน
     

ศาสตร์ต่างๆในวิชาฮวงจุ้ย

โดยหลักใหญ่ๆแล้ว วิชาฮวงจุ้ยสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ฮวงจุ้ยบนดิน (หยาง) คือฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัยของคนที่ยังมีชีวิต และ ฮวงจุ้ยใต้ดิน (หยิน) คือสุสาน ผู้เรียนรู้ฮวงจุ้ยของจีนจะต้องเรียนทั้งสองส่วน เนื่องจากความเชื่อของคนจีนที่เชื่อว่า สุสานของบรรพบุรุษจะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการดำเนินชีวิตให้แก่ลูกหลาน หากทำฮวงจุ้ยบรรพบุรุษไว้ดี อยู่ในชัยภูมิที่ดี และจัดวางได้อย่างถูกต้อง ก็จะส่งผลโชคลาภและความเจริญให้แก่ลูกหลานด้วย ในปัจจุบันหากเรานั่งรถผ่านบริเวณภูเขาที่มีชัยภูมิดีถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ก็จะมองเห็นสุสานบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนตั้งอยู่ติดกันเป็นกลุ่ม และลูกหลานก็จะมาแสดงความเคารพ โดยการตั้งของไหว้เมื่อถึงวันเช็งเม้ง (ประมาณต้นเดือนเมษายน-เดือนสามของจีน) เพื่อความเป็นสิริมงคล และแสดงความกตัญญู

เนื่องจากเป็นวิชาเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปี และได้รับการพัฒนาเพื่อใช้งานในประมาณ 1 พันปีที่ผ่านมา วิชาฮวงจุ้ยจึงได้แตกแขนงออกเป็นสำนักต่างๆมากมาย โดยแต่ละสำนักก็ได้มีการสอนที่เน้นเฉพาะเรื่องแตกต่างกันไป บางครั้งก็มีความเชื่อที่ต่างกัน มีรูปแบบของวิชาการที่แตกต่างกัน บางสำนักจะเน้นในเรื่องชัยภูมิ และรูปลักษณ์เป็นสำคัญ บางสำนักจะเน้นในเรื่องทิศทาง ในขณะที่บางสำนักก็จะเป็นเรื่องดวงชะตาเป็นหลัก โดยสรุปแล้วจะสามารถแบ่งออกเป็นวิชาต่างๆได้ดังนี้

1. วิชาชัยภูมิ รูปร่าง รูปทรงอาคาร การเลือกทำเลที่ตั้ง การออกแบบรูปร่าง รูปทรงต่างๆ
2. วิชาดวงจีนและธาตุ ผูกดวงจีนเพื่อหาธาตุสำคัญ และแก้ไขฮวงจุ้ยตามธาตุสำคัญ
3. วิชา 8 ทิศ 8 ปฏิกิริยา จัดห้องหรือบ้านพักอาศัยให้เหมาะสมตามรหัสบุคคล
4. วิชาดาว 9 ยุค การหาทิศทางของโชคลาภ บารมีตามองศาบ้านในแต่ละยุคของจีน
5. วิชาฤกษ์ยามและพิธีกรรม ใช้หาวันเวลาทำพิธีการ ให้เกิดผลที่ดีต่อเจ้าของงาน

 

CMS OpenCart
ร้านภพพระ (คุณแมน) © 2017 |TH by Opencart2004