คลังความรู้
ต้นกำเนิดพระเครื่อง
จำเป็นไหมที่ต้องใส่พระ
เลือกพระเครื่องมาบูชา
พระดีจะต้องแพงหรือเปล่า
พระเครื่องประจำวันเกิด
พระที่ใส่แล้วมีโชค ร่ำรวย
ห้อยพระกี่องค์ดี
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสวมพระ
คล้องพระร่วมกับอย่างอื่น
ใส่พระอาบน้ำจะบาปไหม
ใส่พระแต่เผลอลอดราวผ้า
ท่องคาถาผิดพระเสื่อม
พระที่แตกหักทำอย่างไร
พระเครื่องที่ใช้ทำน้ำมนต์
พุทธพาณิชย์คืออะไร
ทำไมต้องปลอมพระ
เทคนิคการดูพระเบื้องต้น
เนื้อมวลสารพระเครื่อง
รูปทรงของพระเครื่อง
ไม่ใช่พระแต่ปลุกเสกพระ
การเลือกกล้องส่องพระ
เลี่ยมกรอบพระแบบไหนดี
ทำความสะอาดพระเครื่อง
พระปิดตาคืออะไร
พระกริ่งคืออะไร
ปางพระพุทธรูป
จัดตั้งหิ้งพระอย่างถูกต้อง
ว่าด้วยเรื่องยันต์
การสักยันต์
เรื่องราวของกุมารทอง
ไสยศาสตร์ และมนต์ดำ
เรื่องเล่าวงการพระ
คำศัพท์วงการพระเครื่อง
สนามพระทั่วไทย
กฎหมายกับพระเครื่อง
หิน อัญมณี แร่มหัศจรรย์
ว่านไม้มงคล ๑๐๘
ศาสตร์ของฮวงจุ้ย
โหงวเฮ้งคืออะไร
อิทธิพลเลขศาสตร์
ลางสังหรณ์ และความเชื่อ
ความฝัน บอกอะไรกับเรา
พลังแห่งจิต อภิญญา
มองเมืองไทยในอดีต
ห้องภาพเก่าในอดีต
ของเก่าของสะสมทั่วโลก

เครื่องรางของขลัง

(5) ชื่นชอบ
   
(3703) เข้าชม

ขออภัยกำลังปรับปรุง..!!! ข้อมูลบางอย่างอาจยังไม่ถูกต้อง

กำเนิดเครื่องรางของขลัง

หากจะพูดถึงเรื่อง เครื่องรางของขลัง เป็นเรื่องที่ลึกลับและกว้างขวางมาก ซึ่งในตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า เครื่องรางของขลัง ที่นักรบสมัยโบราณพกติดตัวไว้ จะมีด้วยกันหลายชนิด และมีความเชื่อเครื่องรางของขลังนั้นๆและพระคณาจารย์เหล่านั้นอย่างมั่นคง จะเห็นได้จากการสืบทอดสรรพตำรา ตกทอดกันมายาวนานทีเดียว ซึ่งแบ่งออกไปตามประเภทย่อๆดังนี้
 
1. ของมาจากธรรมชาติ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีการสรรค์สร้าง ซึ่งถือว่ามีดีในตัวและมีเทวดารักษา สิ่งนั้น ได้แก่ เหล็กไหล คดต่างๆ เขากวางคุด เขี้ยวหมูตัน เขี้ยวเสือกลวง ฯลฯ
2. ของที่สร้างขึ้นมา ได้แก่ สิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เช่น แร่ธาตุต่างๆ ที่หล่อหลอมตามสูตร การเล่นแร่แปรธาตุ อันได้แก่ เมฆสิทธิ์ เมฆพัด เหล็กละลายตัว สัมฤทธิ์ นวโลหะ สัตตะโลหะ ปัญจโลหะ เป็นต้น ทั้งนี้คลุมไปถึงเครื่องรางลักษณะต่างๆ ที่ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มกันภัยอันตราย
 
การแบ่งตามการใช้ดังต่อไปนี้
 
1. เครื่องคาด ได้แก่ เครื่องราง ที่ใช้คาดศีรษะ คาดเอว คาดแขน ฯลฯ
2. เครื่องสวม ได้แก่ เครื่องราง ที่ใช้สวมคอ สวมศีรษะ สวมแขน สวมนิ้ว ฯลฯ
3. เครื่องฝัง ได้แก่ เครื่องราง ที่ใช้ฝังลงไปในเนื้อหนังของคน เช่น เข็มทอง ตะกรุดทอง ตะกรุดสาลิกา และการฝังเหล็กไหล หรือฝังโลหะมงคลต่างๆ ลงไปในเนื้อจะรวมอยู่ในพวกนี้ทั้งสิ้น
4. เครื่องอม ได้แก่ เครื่องราง ที่ใช้อมในปาก เช่น ลูกอม ตะกรุดลูกอม (สำหรับในข้อนี้ไม่รวมถึงการอมเครื่องรางชนิดต่างๆที่มีขนาดเล็กไว้ในปากเพราะไม่เข้าชุด) 
 
การแบ่งตามวัสดุดังนี้
 
1. โลหะ
2. ผง
3. ดิน
4. วัสดุอย่างอื่น อาทิ กระดาษสา ชันโรง ดินขุยปู
5. เขี้ยวสัตว์ เขาสัตว์ งาสัตว์ เล็บสัตว์ หนังสัตว์
6. ผมผีพราย ผ้าตราสัง ผ้าห่อศพ ผ้าผูกคอตาย
7. ผ้าทอทั่วๆไป
 
การแบ่งตามรูปแบบลักษณะดังนี้
 
1. ผู้ชาย อันได้แก่ รักยม กุมารทอง ฤาษี พ่อเฒ่า ชูชก หุ่นพยนต์ พระสีสแลงแงง และสิ่งที่เป็นรูปของเพศชายต่างๆ
2. ผู้หญิง อันได้แก่ แม่นางกวัก แม่พระโพสพ แม่ศรีเรือน แม่ซื้อ พระแม่ธรณี  และสิ่งที่เป็นรูปของผู้หญิงต่างๆ
3. สัตว์ ในที่นี้ หมายถึง พระโพธิสัตว์ อาทิ เสือ ช้าง วัว เต่า จระเข้ งู เป็นต้น
 
การแบ่งตามระดับชั้น ดังนี้
 
1. เครื่องรางชั้นสูง อันได้แก่ เครื่องราง ที่ใช้บนส่วนสูงของร่างกาย ซึ่งนับตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงบั้นเอว สำเร็จด้วย พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
2. เครื่องรางชั้นต่ำ อันได้แก่ เครื่องราง ที่เป็นของต่ำ อาทิ ปลัดขิก อีเป๋อ (แม่เป๋อ) ไอ้งั่ง (พ่องั่ง) ไม่ได้สำเร็จด้วยของสูง
3. เครื่องรางที่ใช้แขวน อันได้แก่ ธงรูปนก รูปปลา หรือ กระบอกใส่ยันต์และอื่นๆ
 
สร้างเครื่องรางกันทำไม ?? เรื่องนี้อธิบายได้พอสังเขป คือ เดิมทีนั้นโลกไม่มีศาสนาบังเกิดขึ้น มนุษย์โบราณก็รู้จักกับปรากฏการณ์ของธรรมชาติเท่านั้น อาทิเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดาวตก  หรือแม้กระทั่งไฟ ดังนั้นเมื่อเห็นพระอาทิตย์ มีแสงสว่างก็เคารพ แล้วเขียนภาพดวงอาทิตย์ไว้ในผนังถ้ำ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นใจในตอนกลางคืน เมื่อเขียนใส่ผนังถ้ำแล้วก็มาสลักลงบนหินเพื่อนำติดตัวไปมาได้ จึงกลายเป็นเครื่องรางไปโดยบังเอิญ และเมื่อรู้จักไฟก็คิดว่าไฟเป็นเทพเจ้า ก็บูชาไฟ ทำรูปดวงไฟ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งประหลาด อาทิ นกที่มีรูปร่างประหลาด เป็นต้น ต่อมาก็สร้างรูปเคารพของเทพต่างๆ และค่อยๆเปลี่ยนรูปมาเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จาก ประเทศ อียิปต์ กรีก โรมัน เพราะเป็นประเทศที่มีเครื่องรางมากมาย ดังนั้นเมื่อก่อนพุทธกาลราว 2,000 ปีเศษ ศาสนาพราหมณ์ ถือเอาพระผู้เป็นเจ้าเป็นสรณะก็บังเกิดขึ้น พระผู้เป็นเจ้านั้นก็คือ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม และเมื่อต้องการความสำเร็จผลในสิ่งใด ก็มีการสวดอ้อนวอน ขออำนาจของเทพเจ้าทั้งสามให้มาบันดาลผลสำเร็จที่ต้องการนั้นๆ
 
การกระทำดังกล่าวนี้จำต้องมีที่หมายทางใจเพื่อความสำรวม ฉะนั้นภาพจำหลักของ เทพเจ้าทั้ง 3 ก็มีขึ้น จะเห็นได้จากรูปหะริหะระ (HariHara) แห่งประสาทอันเดต (Prasat Andet) ที่พิพิธภัณฑ์ เมืองพนมเปญ อันเป็นภาพจำหลักของ พระนารายณ์ ในศาสนาพราหมณ์ กับ เทวรูปมหาพรหม แห่งพิพิธภัณฑ์กีเมต์ที่ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นปติมากรรมที่สร้างขึ้นด้วยความมุ่งหมายเอาเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางใจในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ในประเทศอินเดีย กาลต่อมาพระพุทธศาสนาก็บังเกิดขึ้นในโลก โดยพระบรมศาสดา (เจ้าชายสิทธัตถะ) เป็นผู้ทรงค้นพบอมตะธรรมวิเศษ อันมีผู้เลื่อมใส่สักการะแล้วยึดเป็นสรณะ ดังนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพระสาวกตามเสด็จ ประพฤติปฏิบัติมากมาย จนเป็นพระอสีติมหาสาวก ขึ้น ซึ่งท่านมหาสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ทรงไว้ความเป็นเอตทัลคะ ในด้านต่างๆกัน มีพระสารีบุตร ทรงความเป็นยอดเยี่ยมทางปัญญา ส่วนพระโมคคัลลานะทรงความเป็นยอดเยี่ยมทางอิทธิฤทธิ์ ในพระพุทธศาสนานั้น ผู้ที่สำเร็จญาณสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ย่อมแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หลายอย่างเป็นอเนกประการ อิทธิฤทธิ์ เหล่านี้ เรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์” เป็นการกระทำที่สามัญชนไม่สามารถจะกระทำได้ ดังมีหลักฐานปรากฏอยู่ใน “พระไตรปิฎก” มากมาย และพระคณาจารย์เจ้า  ผู้สำเร็จญาณสมาบัติ ท่านย่อมทรงไว้ซึ่งฤทธิ์

โดยที่พระพุทธองค์ ผู้บัญญัติ “พุทธศาสนา” นั้น พระองค์ทรงไว้ด้วย พระคุณ 3 ประการ คือ 1. พระเมตตาคุณ 2. พระปัญญาคุณ 3.พระบริสุทธิคุณ
ดังนั้น พระเถรานุเถระผู้ทรงไว้ด้วย ญาณสมาบัติ ก็มักจะใช้ฤทธิ์ของท่านช่วยมนุษย์และสัตว์โลก ซึ่งถือเอาหลัก พระเมตตาคุณ เป็นการรอยพระยุคบาทแห่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระบรมศาสนา นั่นเอง
 
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแสนนานทีเดียว แต่ลงรอยกันไม่ได้ นั่นก็คือคำว่า “เครื่องราง” กับ “เครื่องลาง” ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เขียนว่า “เครื่องราง” อันหมายถึงเครื่องป้องกันภัยที่สำเร็จด้วยรางหรือร่อง แต่สำหรับนักนิยมสะสมเครื่องราง ระดับสากลนิยมจะเรียกว่า “เครื่องลาง” อันหมายถึง เครื่องที่ใช้เกี่ยวกับโชคลาง เพราะดั่งเดิมนั้น มนุษย์ทำของเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่เรียกว่า “ลาง” ซึ่งเป็นลางดีและไม่ดี



ของกายสิทธิ์คืออะไร

ตำราทางไสยศาสตร์กล่าวไว้ว่า ของกายสิทธิ์แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด หรือสามขั้น ได้แก่
 
๑. ทนสิทธิ์ หมายถึง ของดีตามธรรมชาติ ที่มีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีวันเสื่อม มิได้ปรุงแต่ง มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก ได้แก่ เหล็กน้ำพี้ ทองแดงเถื่อน ตะกั่วป่า เป็นต้น
 
๒. กายสิทธิ์ เป็นของวิเศษชั้นเลิศ มีฤทธิ์เหนือกว่าทนสิทธิ์ ใครมีไว้ถึงโดนถ่วงน้ำก็ไม่ตาย ไม่มีใครฆ่าได้ ได้แก่ คดวิเศษบางจำพวก แร่กายสิทธิ์บางชนิด แก้ววิเศษบางอย่าง เป็นต้น
 
๓. อะโลมะประสิทธิ์ ของประเภทนี้หายากที่สุด จะอยู่กับผู้ทรงฌานสมาบัติ หรือพระโพธิสัตว์ที่จุติมาเท่านั้น เป็นของเลิศกว่ากายสิทธิ์ ใครได้ไว้สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หรือไปยังนครใต้พิภพที่จำศีลของพญานาค จะเหาะไปป่าหิมพานต์ก็ได้ ไม่ใช่ของสามัญโดยทั่วไปที่จะหาไว้ได้
 

กล่าวโดยสรุปแล้วคำว่ากายสิทธิ์นั้น โดยมากใช้เรียกของดีตามธรรมชาติทั้งหลาย ครอบคลุมไปถึงทนสิทธิ์และอะโลมะประสิทธิ์ด้วย เพราะเป็นคำคุ้นปาก คนทั่วไปโดยมากไม่เรียกของตามชนิด แต่ใช้คำว่ากายสิทธิ์ เรียกรวมธาตุวิเศษต่างๆ ไปเลย และ ของทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นของที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งบุญ อำนวยประโยชน์สุขแก่ผู้ครอบครอง เป็นของหายาก จะอยู่กับผู้ที่มีวาสนาเท่านั้น
 





 

  ตะกรุด

 

 

  ปลัดขิก

 

 

  ผ้ายันต์

 

 

  เบี้ยแก้

 

 

  มีดหมอ

 

 

  ไม้ครู

 

 

  ประคำ

 

 

  ลูกอม

 

 

  ลูกสะกด

 

 

  ชานหมาก และ จีวร

 

 

  นางกวัก

 

 

  ชูชก

 

 

  เหล็กไหล

 

 

  วัวธนู

 

 

  หุ่นพยนต์

 

 

  สีผึ้ง

 

 

  เม็ดยาจินดามณี

 

 

  เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมู งาช้าง

 

 

  แพะ

 

 

  นกคุ่ม

 

 

  จิ้งจก

 

 

  ปลาตะเพียน

 

 

  จระเข้

 

 

  พญาเต่าเลือน

 

    ปี่เซียะ     เซี่ยมซู้ (คางคกสามขา)
    โป๊ยก่วย (กระจกยันต์แปดทิศ)     หูหลู (น้ำเต้า)

 

ร้านภพพระ © 2018 | บริหารงานโดย แมน ภพพระ